About
Contact Us
© 2020 Contextual Co.,Ltd. All rights reserved
Back To Home
Back To Home

การออกแบบ ฉลากของ Aesop ที่เหมือนกันจนบางทีลูกค้าแยกไม่ออก แท้จริงแล้วมีที่มา

Aesop (Aēsop) หรือ อีสป...ใช่...นี่ คือ ชื่อ แบรนด์ skincare ที่มีความหมายเดียวกันกับนิทานอีสป เพราะนิทานมีเรื่องราวที่ต้องเล่า และสินค้าของ Aesop ก็มีเรื่องราวที่ต้องเล่าเช่นเดียวกัน Better จะพาทุกคนมารู้จักที่มาที่ไปของ แบรนด์ นี้ วิธีคิด การ ออกแบบ ประสบการณ์ และการสร้างสิ่งดี ๆ ที่ Aesop ตั้งใจสร้างขึ้นแก่วงการ skincare

เริ่มต้นจากแชมพู เมื่อแชมพูในตลาดไม่ได้ดั่งใจ จึงตัดสินใจผสมสูตรใหม่เอง

Dennis Paphitis (Photo : StyleZeitgeist)
Dennis Paphitis คือเจ้าของ แบรนด์ Aesop ซึ่งเขาเคยเป็นเจ้าของ salon แห่งหนึ่งในเมือง Melbourne เขาพบว่าเเชมพูเเละยาย้อมผมที่ใช้เป็นประจำในร้านมักจะมีกลิ่นเหม็นหืนจากส่วนประกอบที่เป็นเเอมโมเนีย ซึ่งหลังจากตามหาในท้องตลาด ก็ยังไม่มีเจ้าไหนที่ทำกลิ่นในเเบบที่เขาจินตนาการไว้ได้ ทำให้เขาต้องเเก้ปัญหาด้วยการนำน้ำมันหอมระเหย จากดอกไม้ เเละสมุนไพรชนิดต่าง ๆ จำพวก โรสเเมรี่ , เสจ มานั่งทดลองผสมในสัดส่วนต่าง ๆ จนได้กลิ่นเเบบที่ตัวเองต้องการ
หลังจากนั้นก็ได้รับกระเเสตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม หลายคนต่างบอกว่าเป็นกลิ่นที่ดมเเล้วรู้สึกผ่อนคลาย สงบ เเถมยังมีความซับซ้อน ชนิดที่ว่าเเชมพูตามท้องตลาดไม่มี ยิ่งทำให้ตัว Paphitis มั่นใจ เเละทดลองผลิตสินค้าเกี่ยวกับเส้นผมเเละหนังศีรษะสูตรใหม่ ๆ เพิ่มเติม และหลังจากที่มีทีมนักเคมีช่วยผลิตสินค้า hair products จนพอใจเเล้ว ก็ค่อย ๆ เเตกไลน์เพิ่มเป็น hand care สำหรับให้ช่างทำเล็บทาบำรุงมือของลูกค้า เเละค่อย ๆ เพิ่มสินค้าจำพวก body care จนสุดท้ายครอบคลุมไปถึง skin care อย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน
FUN FACT : สินค้าทุกชิ้นที่ผลิตล้วนมาจากความต้องการเเละ feedback จากลูกค้าจริง ๆ โดยตัวเจ้าของยึดมั่นว่า จะไม่เร่งผลิตสินค้าออกมาเยอะ ๆ เเบบที่เเบรนด์อื่นมักจะทำกัน และ ถึงเเม้ว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่จะเป็น plant-based เเต่ Aēsop ไม่เคยยัดเยียดคำว่า natural หรือ organic ให้กับลูกค้า เป้าหมายของ Aēsop คือการการันตีว่า ทุกส่วนผสมที่ใส่เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ได้ สินค้า ที่มีคุณภาพสูง เเละเหมาะกับ condition ของลูกค้าที่ใช้มากที่สุด

ค้นพบช่องว่างในตลาด ที่อาจจะทำให้ Aesop เติบโตได้ในแบบที่ตัวเองเป็น

ในตอนที่ Aēsop ตัดสินใจเปิดร้านอย่างจริงจัง Aēsop เลือกที่จะกระโดดออกมาอยู่ในจุดยืนของรูปแบบร้านที่เรียกว่า retail-centric หรือการที่มีร้าน stand alone มากกว่าการไปอยู่เป็น counter brand เพราะเชื่อว่า การมีที่เป็นของตนเอง ทำให้สามารถเล่าสิ่งที่ Aēsop เป็น ได้ชัดเจนมากกว่า และนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะหลังจากที่เปิดได้ไม่ถึงเดือน ก็มีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ด้วยการตกแต่งร้านที่แปลกใหม่ และขวดสีชาที่มีฉลากหน้าตาเหมือน ๆ กันวางเรียงกันจนทำให้คนต้องเดินเข้ามาดู เข้ามาค้นหา พลิกแต่ละขวด และอ่านว่านี่คือผลิตภัณฑ์อะไร
Stand Alone Shop ของ Aesop Rue de Namur ที่ Brussels, Belgium (Photo : Aesopskincare Instagram)

Black Helvatica and Optima Medium ฟอนต์บนขวดสีอำพันที่ดูเหมือนกันไปหมด และนี่คือ Aesop

Aesop Packaging (Photo : Aesopskincare Instagram)
หากพูดถึง Aēsop ภาพแรกที่หลาย ๆ คนเห็นน่าจะเป็นตัว packaging ที่เป็นสีขาว - ดำ มีแต่ตัวหนังสือ มีแถบสีดำคาดในบางบรรทัด แปลกตา และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอืม...มันสวยจริง ๆ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่าสวยแต่ต้องอ่านถึงจะรู้ว่านี่คืออะไร ซึ่งใช่ และมันคือสิ่งที่ Aesop ต้องการให้มันเป็น 
Aēsop ไม่ต้องการให้ packaging บอกอะไรเลยนอกจากบอกว่านี่คือผลิตภัณฑ์อะไร และมีส่วนผสมอะไรบ้าง เพราะ Aēsop เชื่อว่าการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการบรรยายเกินจริง ไม่มีการตกแต่งอะไรที่จะดึงดูดคน ทำตัวผลิตภัณฑ์ถูกสื่อสารออกไปได้มากที่สุด ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ นอกจากจะไม่เหมือนใครทำให้คนจำได้แล้ว ยังทำให้คนเข้ามาอ่าน มาจับ มาพลิกดู เหมือนการหาหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุด และการที่จะเข้าใจเนื้อหาในหนังสือทั้งเล่มต่อไปนั้นก็ต้องอาศัยพนักงาน Aēsop เข้ามาอธิบายในผลิตภัณฑ์แต่ละอัน เปรียบเสมือนการเล่าเนื้อหาในหนังสือแต่ละเล่มให้เข้าใจมากขึ้น...นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ แบรนด์ Aēsop หรือ (นิทาน) อีสป นั่นเอง
FUN FACT : ขวดสีชาที่ Aēsop ใช้ นอกจากจะแปลกตาเพราะไม่มี แบรนด์ ไหนใช้เป็น packaging หลักแล้ว ยังทนทานต่อแสงแดด ช่วยให้ลดปริมาณการใช้สารกันเสียในผลิตภัณฑ์ไปได้อีกจำนวนมาก

ร้านที่แตกต่างกันไปในทุกสาขา แต่ยังคงนำเสนอบริการในระดับและมาตรฐานเดียวกัน

บรรยากาศร้าน Aesop Edgehill (Photo : Aesop)
นอกจากการออกแบบ packaging จะน่าสนใจแล้ว การออกแบบตัวร้านเองก็เป็นที่พูดถึงด้วยเช่นกัน แต่ละสาขาของ Aēsop มีการออกแบบที่ไม่เหมือนกันเลย โดย Aēsop จะเลือกนักออกแบบและศิลปิน local จากทำเลร้านที่จะไปตั้ง เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดคุณค่าแก่ชุมชนนั้น ๆ โดยหัวใจในการ ออกแบบ ของ Aēsop ที่นักออกแบบที่เข้ามาทำงานด้วยในแต่ละสาขานั้นจะต้องเก็บไว้ คือ การพยายามรักษาโครงสร้างเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด เเละเลือกวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์เเตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ตั้ง เพื่อทำให้ร้านกลมกลืนไปกับชุมชนโดยรอบ เเต่เมื่อเดินเข้ามาในร้านลูกค้าก็ยังคงสัมผัสกับบรรยากาศเเละบริการที่ไม่เหมือนใครของ Aēsop ได้อยู่ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ อ่างล้างมือ ที่จะตั้งที่บริเวณ counter ขายหลักของร้าน เพื่อมอบประสบการณ์การทดลองสินค้าที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของ Aesop
บรรยากาศ Aesop Duke of York Square (Photo : Aesop)

ถ้าจะเป็น partner กับ Aesop จะต้องให้ value กับสิ่งต่าง ๆในแบบเดียวกัน

Aēsop สังเกตเห็นว่าเวลาคนจะขายบ้าน หรือภาพใน Airbnb เจ้าของบ้านมักจะถ่ายรูปห้องน้ำที่มีขวด Aēsop วางอยู่ เขาจึงไปพูดคุยและพบว่าสาเหตุที่พวกเขาเลือกวางขวด Aēsop อยู่ในภาพนั้นเพราะว่าจะช่วยให้สถานที่ของเขาดูสวยและสะท้อนความมีรสนิยมของเจ้าของได้
ปัจจุบันรายได้ 6% ของ Aēsop มากจากยอดขายที่เป็นกลุ่มร้านอาหาร คาเฟ่ และโรงแรม ที่ Aēsop เลือกแล้วว่าเหมาะสมและมี value ตรงกัน เช่น Park Hyatt, Tokyo หรือ Gramercy Park Hotel, New York ที่ให้คุณค่ากับ คุณภาพ ความสวยงาม และความหรูหราที่มาจากแก่นแท้ รวมถึง partner อื่นๆ ในวงการศิลปะ เพื่อสะท้อนการให้คุณค่าแก่งานศิลปะและการออกแบบของ Aēsop ซึ่งการเป็น partner ต่าง ๆ นั้น ทำให้ทั้ง Aēsop เอง และตัว partner มีภาพลักษณ์ที่ย้ำชัดเจนมากขึ้น ส่งเสริมกันและกัน
Aesop Set ที่ Gramercy Park Hotel, New York (Photo : https://stephaniezheng.com/2016/12/05/gramercy-park-hotel-in-nyc/)
FUN FACT : Taxonomy of Design คลังความรู้สำหรับคนรักงานออกเเบบของ Aēsop มีไว้เพื่อแชร์เรื่องเล่า ที่มาที่ไปการ ออกแบบ ร้านสาขาต่าง ๆ วัสดุและวิธีคิดที่ใช้ของนักออกแบบที่มาทำงานร่วมกัน โดยตั้งใจไว้ว่าที่นี่จะไม่ใช่แค่ที่เล่าเรื่องร้าน Aēsop แต่เป็นการบอกเล่าและแสดงถึงการให้ความสำคัญในการ ออกแบบ ของ Aēsop ที่เคารพในชุมชน ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม
Taxonomy of Design รวบรวมทุกรายละเอียดการออกแบบของ Aesop
# the brand storybook
# brand experience
# product design
# branding
# skincare
# aesop
SHARE NOW :
Posted On 17 Nov 2020